๕ วัดพุทธศาสนาที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว...ต้องไปเยี่ยมชมให้ได้สักครั้งก่อนตาย

     ในฐานะเป็นศาสนาหนึ่งที่มีคนส่วนใหญ่นับถือทั่วโลก พระพุทธศาสนาเป็นหนึ่งในระบบความเชื่อที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก ได้กำเนิดขึ้นเมื่อ ๒,๕๐๐ปีที่ผ่านมา พุทธศาสนาสอนวิธีการดับทุกข์ และพุทธศาสนาได้แผ่ขยายไปทั่วทุกมุมโลกนับตั้งแต่นั้นมา แต่อิทธิพลของพระพุทธศาสนาแผ่ขยายไปไกลเกินกว่านั้น 
     บนความเชื่อของผู้คนนับล้านผ่านทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน พุทธศาสนายังมีบทบาทสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดสถานที่สำคัญที่น่าทึ่งที่สุดในโลกเท่าที่เคยเห็นมา แม้ผู้คนที่ศรัทธาจะมีแรงบันดาลใจเหมือนกัน แต่ทว่าวัดทางพุทธศาสนาก็ได้รับการสร้างขึ้นมาในรูปแบบที่หลากหลายและขนาดที่มีการออกแบบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่าง 
ต่อไปนี้คือรายชื่อ ๕ วัดของพระพุทธศาสนาที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นของแต่ละวัดที่ไม่ซ้ำกัน
คุณต้องไปเยี่ยมชมให้ได้สักครั้งก่อนตาย

ที่มา: https://goo.gl/gyCtos
 ๑. วัดมหาโพธิ, พุทธคยา ประเทศอินเดีย (The Mahabodhi Temple, Bodh Gaya, India)

     วัดมหาโพธิ ตั้งอยู่ที่พุทธคยา (Bodh Gaya) ประเทศอินเดีย เป็นวัดพุทธศาสนาที่เก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ที่สุดในจำนวนรายชื่อห้าวัด 
     ชื่อตามตัวอักษร หมายถึง 'การตรัสรู้ที่ยิ่งใหญ่' วัดมหาโพธิ ตั้งอยู่บนพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้า กล่าวกันว่าเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและมีต้นโพธิ์ซึ่งเป็นทายาทสายตรงของต้นไม้การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าด้วย 
     สถานที่ศักดิ์สิทธิ์นี้มีองค์เจดีย์สี่เหลี่ยมสูงใหญ่ทำด้วยอิฐหินที่ตั้งตระหง่านอยู่มีความสูงประมาณ ๑๘๐ ฟุต รวมทั้งมีอีก ๔ คอหอยแต่ขนาดเล็กกว่าอยู่ล้อมรอบองค์เจดีย์ใหญ่นั้น วัดแห่งนี้เรียงรายด้วยสถูปขนาดเล็กหลายสถูป และมีพระพุทธรูปหลายองค์อยู่ด้านนอกหอคอยหลัก ทั้งยังมีกำแพงซึ่งมีภาพเรื่องราวประวัติของพระพุทธเจ้า 
     วัดนี้เชื่อกันว่าถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าจักรพรรดิอโศกมหาราช เมื่อประมาณ ๒๐๐ ปีหลังจากการตรัสรู้ธรรมของพระพุทธเจ้า 
     วัดมหาโพธิได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโกในปี พ.ศ. ๒๕๔๕


ที่มา: https://goo.gl/gyCtos
๒. มหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า (The Shwedagon Pagoda, Yangon, Myanmar)

     มหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง (หรือเจดีย์ทองคำ) ในเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า อาจกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในวัดทางพระพุทธศาสนาที่งดงามที่สุดในโลก เจดีย์อันอร่ามด้วยทองแห่งนี้ สูงประมาณ ๑๐๐ เมตร ปกคลุมตกแต่งไปด้วยเพชรพลอย ทับทิมและอัญมณีล้ำค่าจำนวนมากมาย เชื่อกันว่าเป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าและยอดบนสุดของมหาเจดีย์ประดับด้วยเพชรอันทรงคุณค่าหนัก ๗๖ กะรัต 
     เรื่องเล่าเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดของวัดเถรวาทโบราณแห่งนี้ได้สูญหายไปตามเวลา แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่าสร้างขึ้นช่วงศตวรรษที่ ๖ - ๑๐ 
     ในเวลากลางคืน สีทองอร่ามอันสว่างไสวของพระมหาธาตุเจดีย์แห่งนี้ สามารถมองเห็นได้ชัดเจนแม้อยู่ในระยะไกล


ที่มา: https://goo.gl/gyCtos
๓. วัดฝอกวงซัน เมืองเกาสยง ประเทศไต้หวัน 
(Fo Guang Shan, Dashu District, Kaohsiung, Taiwan) 

     วัดฝอกวงซัน ตั้งอยู่ในเมืองเกาสยง ประเทศไต้หวัน จะถอยหลังกลับมาจากวัดเก่าแก่โบราณคลาสสิกตามรายชื่อห้าวัดดังกล่าว จะนำเสนออีกประสบการณ์ของพระพุทธศาสนาในโลกสมัยใหม่
     วัดมีพื้นกว่า ๓๐๐ เอเคอร์ในเมืองเกาสยง เป็นสำนักงานใหญ่ของวัดฝอกวงซัน ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ หลักการยึดตามหลักพุทธศาสนาด้านช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และเป็นวัดที่มีชื่อเสียง โดยยึดวิธีการสอนที่ทันสมัย 
     วัดฝอกวงซัน เป็นวัดในพระพุทธศาสนา นิกายมหายานที่มีชื่อเสียง ได้รับการออกแบบสร้างด้วยศิลปะเอเชียตะวันออกดั้งเดิมและมีหอบูชาที่งดงาม อาคารอันยิ่งใหญ่และมีกิจกรรมมากมายภายในบริเวณวัดขนาดใหญ่แห่งนี้
     วัดยังเป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์พระพุทธเจ้าแห่งฝอกวงซัน ซึ่งเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ทางพุทธศาสนาร่วมสมัยที่น่าประทับใจที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอีกด้วย 
     พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีการจัดแสดงนิทรรศการความรู้ทางพระพุทธศาสนา, เหตุการณ์ ประเพณีต่างๆ และยังเก็บรักษาพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้าอันเก่าแก่อีกด้วย


ที่มา: https://goo.gl/oLb58L

๔. วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ประเทศไทย
(Wat Phra Dhammakaya, Pathum Thani, Thailand)

     วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ประเทศไทย เป็นวัดในพระพุทธศาสนาที่ใหญ่อีกวัดหนึ่ง ให้มุมมองของพระพุทธศาสนาในโลกสมัยใหม่ เป็นที่รู้จักเพราะด้วยวิธีการสอนที่ทันสมัย
     วัดนี้เป็นวัดในพระพุทธศาสนา นิกายเถรวาทที่มีชื่อเสียงเพราะด้วยขนาดวัดที่ยิ่งใหญ่ประกอบกับรูปแบบการออกแบบสร้างวัดที่ทันสมัย.
     วัดนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๓ โดยยึดหลักการความเรียบง่าย จึงออกแบบการสร้างที่เรียบง่ายแล้วผสานด้วยสถาปัตยกรรมไทยแบบดั้งเดิมกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่อันวิจิตร 
     วัดพระธรรมกายมีสถานที่มากมายที่น่าสนใจ  รวมถึงพระเจดีย์รูปทรงทันสมัยอันสวยงามซึ่งประกอบด้วยพระพุทธเจ้าหนึ่งล้านพระองค์ มีรูปปั้นที่น่าประทับใจยิ่งมากมายและมีสภาสำหรับปฏิบัติธรรมขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับผู้คนได้นับแสน มีพื้นที่ประมาณ ๑,๐๐๐ เอเคอร์ วัดแห่งนี้มีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของประเทศโมนาโก
     วัดสร้างระบบถนนที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ถนนบำรุงรักษาอย่างดีและช่วยอำนวยความสะดวกให้แขกผู้มาเยือนวัดสามารถเดินทางเยี่ยมชมสถานที่ที่น่าสนใจต่างๆ ในวัดได้อย่างกว้างขวาง


ที่มา: https://goo.gl/gyCtos
๕. บุโรพุทโธ เมืองมาเกอลัง ประเทศอินโดนีเซีย
(Borobudur, Magelang, Indonesia)

     บุโรพุทโธ เมืองมาเกอลัง ประเทศอินโดนีเซีย ย้อนกลับมาที่วัดเก่าแก่โบราณ มหาสถูปบุโรพุทโธ ตั้งอยู่ที่เมืองมาเกอลัง ของเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย เป็นวัดพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในบรรดาห้าวัดดังกล่าว องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้บุโรพุทโธเป็นมรดกโลก ซึ่งเป็นวัดในพระพุทธศาสนา นิกายมหายานที่สร้างมีลานเป็นชั้นๆ ลดหลั่นกันไป ที่จะนำผู้เข้าชมในการเดินทางผ่านจักรวาลทางพุทธศาสนา
     มหาสถูปแบ่งออกเป็นสามชั้นซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสามอาณาจักร ได้แก่ ส่วนกามาฐาน (Kamadhatu) (อาณาจักรความรู้สึกหรือขั้นที่มนุษย์ยังผูกพันกับความสุขทางโลก) ส่วนที่ ๒  ขั้นรูปธาตุ (Ruphadatu) (อาณาจักรรูปหรือขั้นที่มนุษย์หลุดพ้นจากกิเลสทางโลกมาได้บางส่วน) และส่วนที่ ๓ คือ ขั้นอรูปธาตุ (Arupadhatu) (จักรวาลหรือขั้นที่มนุษย์ไม่ผูกพันกับทางโลกอีกต่อไป) และมีการประดับด้วยเจดีย์มากมายและภาพสลักนูนต่ำทั่วทั้งมหาสถูปแสดงเรื่องราวกฎแห่งกรรมและคติธรรมทางพระพุทธศาสนา 
     แม้ว่าจะไม่ทราบว่าใครเป็นคนสร้างมหาสถูปแห่งนี้ แต่คาดว่าจะมีการสร้างขึ้นจากบล็อกหินกว่า ๒ ล้าน ราว ๆ ศตวรรษที่ ๙
     มหาสถูปที่มีชื่อเสียงแห่งนี้ยังถือว่าเป็นสถานที่แสวงบุญที่สำคัญ อีกทั้งพุทธศาสนิกชนในประเทศอินโดนีเซียมักจะไปเยี่ยมชมซากปรักหักพังโบราณทุกปีเพื่อเฉลิมฉลองในวันวิสาขบูชา


                                                                             Translated in Thai by Mali Smile


ขอบคุณข้อมูล
- http://www.huffingtonpost.com/entry/5-unique-buddhist-temples-to-visit-before-you-die_us_59409cace4b03e17eee087ee



"เพื่อนนักบิน..เล่าว่า"...จะมองหา???...แล้วจะบินวนขวา.."พร้อมกับยกมือไหว้"



"เพื่อนนักบิน..เล่าว่า"

เมื่อบินมาลงดอนเมืองทุกครั้ง..

...จะดูด้วยสายตา(Visual check)

มองหา.."พระมหาธรรมกายเจดีย์"





...แล้วจะบินวนขวา.."พร้อมกับยกมือไหว้"

...ขอพรให้ปลอดภัยในทุกเที่ยวบิน..นักบินผู้มีศรัทธาเชื่อมั่นในพระรัตนตรัยก็ทำเช่นนี้..แล้วความสุขก็บังเกิดขึ้นทุกครั้งในทุกเที่ยวบิน..

โดยจะไม่บินทับองค์พระมหาธรรมกายเจดีย์
เป็นเด็ดขาด




สาธุ สาธุ สาธุ !

ปล. เรื่องนี้เป็นเรื่องของนักบินผู้มีใจเลื่อมใสและเคารพในพระรัตนตรัย บางท่าน เท่านั้น


พระมหาเจดีย์ พระพุทธเจ้าล้านองค์ 
คือแหล่งรวมคุณงามความดี

😊คุณประโยชน์ คุณวิเศษของพระเจดีย์มีมากมายซึ่งปรากฎในพระไตรปิฎก 
มีมาตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์เก่าก่อน ก่อนยุคพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันพระสมณโคดม

😊พระเจดีย์แห่งนี้เป็นที่รวมของพระพุทธรูป ตัวแทนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานด้านนอก ๓๐๐,๐๐๐ องค์ ด้านใน ๗๐๐,๐๐๐ องค์ 

😊พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้แนะนำ กำหนดรูปแบบของพระเจดีย์ พระพุทธองค์ทรงรู้แจ้งสรรพสิ่ง และมีมหากรุณาถ่ายทอดวิชชาความรู้ (รู้แจ้งโลกและชีวิตแล้วก็ทรงสอน บางคนรู้แล้วไม่สอน บางคนสอนโดยไม่รู้ บางคนไม่รู้และไม่สอน)

😊มหาธรรมกายเจดีย์เป็นศูนย์รวมใจพุทธศาสนิกชนตั้งแต่ซื้อที่ดิน เริ่มก่อสร้าง สร้างสำเร็จ และเสร็จเป็นอัศจรรย์
สร้างองค์พระประจำตัวที่เชิงลาด, top dome ประดิษฐานด้านนอก ด้านในจารึกชื่อตัวเราและบุคคลอันเป็นที่รัก มีบิดา มารดา เป็นต้น


😊พระเจดีย์แห่งนี้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมระดับโลก เช่น มาฆบูชา, กิจกรรมเด็กดี V-Star ฝึกสมาธิรวมกันมาต่อเนื่องหลายสิบปี

พระเจดีย์นี้คงอยู่ กว่าพันปี
ยิ่งกว่าตำนานเล่าขาน ต่อลูก สืบหลาน ชั่วฟ้าดินระเหย


ติดตามอ่านเพิ่มเติมเรื่องพระเจดีย์ได้ที่ http://dhamma-media.blogspot.com/2017/05/blog-post_17.html


ขอบคุณข้อมูล:
- เส้นทางบุญ @Pathofboon
-  Ven,Chai

พระมหาสถูปแห่งเกสเรีย สถูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก

       มหาสถูปแห่งเกสเรียเดิมมหาสถูปแห่งเกสเรียไม่เป็นที่รู้จักและไม่เป็นจุดสำหรับจาริกแสวงบุญของชาวพุทธ แต่หลังจากกองโบราณคดีอินเดียได้ขุดค้นเนินดินใหญ่พบพระมหาสถูปโบราณที่มีความเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 1,400 ฟุต สูงถึง 51 ฟุต (เดิมอาจสูงถึง 70 ฟุต) ซึ่งทำให้มหาสถูปโบราณที่ค้นพบใหม่นี้กลายเป็นมหาสถูปที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย มีลักษณะคล้ายกับเจดีย์ชเวดากอง (อยู่ที่ประเทศพม่า) และพระมหาสถูปบุโรพุทโธ (ประเทศอินโดนีเซีย) ซึ่งทำให้มีผู้สันนิษฐานว่ามหาสถูปแห่งเกสริยานี้เป็นต้นแบบของมหาสถูปทั้งสอง
พระมหาสถูปบุโรพุทโธ ประเทศอินโดนีเซีย
ที่มา: https://goo.gl/DZbavx
มหาเจดีย์ชเวดากอง ประเทศพม่า
ทีมา: https://goo.gl/DGhOnD

      โดยมหาสถูปแห่งเกสเรียเป็นสถูปเดียวกับที่ปรากฏในบันทึกของพระถังซำจั๋ง ที่เคยจาริกแสวงบุญมายังสถานที่แห่งนี้ ท่านได้กล่าวไว้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของพระมหาสถูปที่ประดิษฐานบาตรของพระพุทธองค์ที่พระพุทธเจ้าทรงประทานแก่ชาววัชชีเมืองไวสาลีที่ตามมาส่งเสด็จพระพุทธองค์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเสด็จไปยังเมืองกุสินาราเพื่อเสด็จดับขันธปรินิพพาน
       เกสริยาในปัจจุบันอยู่ห่างจากกุสินาราประมาณ 120 กิโลเมตร ในเขตรัฐพิหาร ระหว่างทางจากเมืองไวสาลีไปยังเมืองกุสินารา (วิกิพีเดีย, https://goo.gl/NsT0yK; http://goo.gl/D0ah1m)

ประวัติศาสตร์ครั้งพุทธกาล

       เมืองไวสาลีเป็นเมืองหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์สำคัญทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นเมืองที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับและแสดงธรรมแก่ชาวเมืองไวสาลีหลายครั้ง กล่าวกันว่าพระองค์ได้เสด็จมาประทับคืนสุดท้ายที่เมืองไวสาลี ภายหลังที่ทรงปลงอายุสังขารว่า พระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพานหลังจากนี้ไปสามเดือน ในวันรุ่งขึ้นทรงลาชาวเมืองไวสาลีเพื่อเสด็จไปยังกรุงกุสินารา
       วันที่เสด็จมุ่งหน้าไปยังกรุงกุสินารานั้น ตามตำนานเล่าว่า ชาวเมืองไวสาลีกลุ่มใหญ่ได้ตามมาส่งพระพุทธเจ้าและจะเดินทางไปพร้อมกับพระองค์ โดยปฏิเสธที่จะเดินทางกลับ เมื่อพระพุทธเจ้าพร้อมพระสาวก และกลุ่มชาวเมืองไวสาลีเดินทางมาถึง นิคมเกสปุตตะ (Kessaputta) พระพุทธเจ้าทรงเกลี้ยกล่อมให้ชาวเมืองไวสาลีเดินทางกลับ แต่ดูเหมือนชาวเมืองไวสาลีจะไม่ค่อยสบายใจเท่าไรนัก ดังนั้น เพื่อทำให้ชาวเมืองไวสาลีกลุ่มใหญ่ที่เดินทางมาส่งพระพุทธองค์เกิดความสบายใจและพากันเดินทางกลับ พระองค์จึงทรงประทานบาตรเพื่อไว้เป็นที่ระลึกแก่ชาวเมืองไวสาลี และเสด็จมุ่งหน้าสู่กรุงกุสินาราเพื่อเสด็จดับขันธปรินิพพาน


พระมหาสถูปแห่งเกสเรีย เมืองไวสาลี 
       หลังจากพระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว เชื่อกันว่า ชาวเมืองไวสาลีนำโดยเจ้าลิจฉวี ได้สร้างสถูปขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานสำหรับพระพุทธเจ้า พร้อมกันนี้ได้ประดิษฐานบาตรที่พระพุทธเจ้าทรงประทานให้ไว้ในสถูปแห่งนี้ สถูปแห่งนี้นามว่า “พระมหาสถูปแห่งเกสเรีย (Kesaria Stupa)”

มหาสถูปแห่งเกสเรียในปัจจุบัน 

       ต่อมาสถูปแห่งนี้ได้สูญหายไปทั้งหลังเนื่องจากเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงในประเทศอินเดีย เมื่อปี ค.ศ.1934 ภัยธรรมชาติในคราวนั้นทำให้สถูปหลังนี้ฝังอยู่ใต้แผ่นดินมาเป็นเวลานาน จวบจนกระทั่งปี ค.ศ.1998 รัฐบาลอินเดียโดยหน่วยงานสำรวจทางโบราณคดี Archaeological Survey of India (ASI) ได้ทำการขุดหาสถูปหลังนี้เพื่อสืบค้นร่องรอยประวัติศาสตร์ทางพระพุทธศาสนา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเจริญรุ่งเรือง ณ ดินแดนแห่งนี้ ภายหลังจากการขุดแล้วเสร็จเพียงบางส่วน สถูปหลังนี้ได้สร้างความตกตลึงให้กับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานสำรวจทางโบราณคดีเป็นอันมาก เพราะมีขนาดใหญ่ จนกล่าวกันว่าเป็นสถูปที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อเปรียบเทียบกับสถูปทางพระพุทธศาสนาหลังอื่นๆ
บนมหาสถูปเกสเรีย แต่ละช่องบรรจุพระพุทธรูปนั่งปางต่างๆ

พระพุทธรูปในช่องบนมหาสถูปเกสเรีย

       พระมหาสถูปแห่งเกสเรียหลังนี้ มีความสูง 104 ฟุต อย่างไรก็ตามก่อนที่จะได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์แผ่นเดินไหวอย่างรุนแรงในคราวนั้น เชื่อกันว่า ความสูงของสถูปหลังนี้อยู่ที่ประมาณ 123 ฟุต แหล่งข้อมูลบางแห่งเชื่อว่า เริ่มแรกสถูปหลังนี้สร้างขึ้นที่ความสูงประมาณ 150 ฟุต มีความกว้างรายรอบวงนอกตัวสถูปอยู่ที่ประมาณ 1,400 ฟุต และตัวสถูปประกอบด้วย 6 ชั้น
       เนื่องจากความยิ่งใหญ่ ความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาของพระมหาสถูปแห่งเกสเรียหลังนี้ รวมทั้งดินแดนเมืองไวสาลี ทางรัฐบาลอินเดียต่างเร่งบูรณะตัวสถูปและปรับปรุงสถานที่โดยรอบบริเวณนั้น นอกจากงานบูรณะปรับปรุงแล้ว ยังมีสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลอินเดียพยายามตามหาเพื่อนำมาประดิษฐานไว้ที่เดิมคือที่สถูปแห่งนี้ นั่นคือ บาตรของพระพุทธเจ้า 
                                                                                        By Mali Smile


ที่มาข้อมูล:  http://goo.gl/D0ah1m; เกสเรีย มหาสถูปใหญ่ที่สุดในอินเดีย http://goo.gl/EBDyBb; 
พระมหาสถูปแห่งเกสเรีย เมืองไวสาลี  http://goo.gl/DBy6Vn
ทีมาภาพ: https://goo.gl/euCy8u


น่าทึ่ง ค้นพบ รูปทรงเจดีย์ที่ไร้กาลเวลา ผ่านมากว่า 2000 ปี


รูปแบบเจดีย์จากแรกมี ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ


รูปทรงสถูป ศิลปอินเดียสมัยโบราณ

       การสร้างสถูปเป็นพุทธเจดีย์นั้น เป็นที่แพร่หลายในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง ถึงได้อุทิศพระองค์เป็นอุบาสก แล้วเสด็จออกผนวชเป็นพระภิกษุอยู่คราวหนึ่ง พระองค์ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเมื่อพระองค์ได้เสด็จจาริกแสวงบุญไปในที่ต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าหรือพุทธสาวกที่สำคัญ เช่น สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน พร้อมกับทรงสร้างสถูปและเสาอโศกประดิษฐานไว้ยังสถานที่นั้นๆ เพื่อเป็นที่สักการบูชาของคนในท้องถิ่น และเป็นเครื่องชี้ให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่า สถานที่แห่งนี้มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนี้ พระองค์ยังได้แจกพระบรมธาตุไปประดิษฐานไว้ในประเทศต่างๆ และประสงค์จะให้สร้างสถูป (หรือเจดีย์) บรรจุอัฐิธาตุของพระสังฆเถระ เป็นบริวารของมหาสถูปทั่วชมพูทวีป เป็นจำนวน 84,000 องค์ด้วย
     ลักษณะพระสถูปที่สร้างเมื่อครั้งพระเจ้าอโศกนั้น มักทำตัวสถูปกลม รูปทรงเหมือนขันน้ำหรือโอคว่ำข้างบนทำเป็นพุทธอาสน์สี่เหลี่ยมตั้งไว้และมีฉัตรปักบนนั้นเป็นยอด ใต้ตัวสถูปทำเป็นฐานรอง รอบฐานทำเป็นที่สำหรับเดินประทักษิณ แล้วมีรั้วล้อมรอบ (สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, 2469: 37-38) ดังพระสถูปสาญจี ศิลา ที่ยังคงเหลือเป็นหลักฐานมาถึงยุคปัจจุบันนี้ 
   
พระสถูปที่สาญจี ศิลปอินเดียสมัยโบราณ พุทธศตวรรษที่ 5
ที่มาภาพ: https://goo.gl/tZpLPm

รูปทรง สัณฐาน ของสถูปอินเดียโบราณ
ที่มาภาพ: https://goo.gl/l8Pd9J

มหาสถูป" ที่สาญจี 

     มหาสถูป สาญจี ปัจจุบันอยู่ในรัฐมัธยมประเทศของอินเดีย ที่นี่เป็นดินแดนแห่งสถูป (เจดีย์)วัด วิหาร และเสาศิลาจารึก สันนิษฐานว่าเริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 250 แต่เดิมเป็นเจดีย์ที่สร้างด้วยดิน และได้มีการบูรณะเพิ่มเติมในสมัยราชวงศ์ศุงคะ หรือประมาณพุทธศตวรรษที่ 3-4 ถูกค้นพบโดยนักโบราณคดีชาวอังกฤษ ซึ่งได้พบสถูปองค์ ที่ 1, 2,3 พร้อมกุฏีที่พักสงฆ์เป็นจำนวนมาก แต่สถูปได้ถูกทำลายเป็นส่วนมาก โดยพวกนักล่าสมบัติ
     พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างมหาสถูปสาญจีขึ้น ในสมัยที่เป็นอุปราชปกครองกรุงอุชเชนี ด้วยพระประสงค์สำคัญ 4 อย่างคือ
      1. เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
      2. เพื่อบรรจุพระธาตุของพระอัครสาวก พระสารีบุตร และพระมหาโมคคัลลานะ รวมทั้งพระธาตุของพระสมณทูตอีก 10 รูป ที่ทรงส่งไปประกาศพระศาสนาภายหลังการสังคายนาครั้งที่ 3
      3. เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พระโอรส “มหินทระเถระ” และพระธิดา “พระสังฆมิตตาเถรี”
      4. เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พระมเหสีพระนามว่า พระนางเวทิสา ผู้มีถิ่นกำเนิดที่สาญจี แห่งนี้
       
     ปัจจุบันสถูปเจดีย์สาญจีอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ มีลักษณะเป็นรูปกลม “ทรงโอคว่ำ“ ถือเป็นรูปแบบที่เก่าแก่ที่สุด มีความสูง 16 เมตร กว้าง 37 เมตร มีประตูทางเข้าทั้งสี่ทิศ มียอดฉัตรสามชั้น พร้อมกำแพงหินสลักภาพพุทธประวัติที่งดงามยิ่งนัก รวมถึงภาพพระพุทธเจ้าในอดีต และภาพสัตว์ต่างๆ ที่สื่อความสำคัญทางพระพุทธศาสนา
     นอกจากนี้ ในสมัยพระเจ้าอโศก ภายหลังการเดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระเถระยังดินแดนสุวรรณภูมิ ส่งผลให้สถูปเจดีย์จากอินเดีย ได้ส่งอิทธิพลต่อการสร้างเจดีย์ในประเทศไทยในกาลต่อมาอีกหลายแห่ง อาทิ พระปฐมเจดีย์ วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร, พระประโทณเจดีย์ วัดพระประโทณเจดีย์วรวิหาร, เนินวัดพระงาม ตั้งอยู่ในวัดพระงาม จังหวัดนครปฐม เป็นต้น (พระมหาสมจินต์ สมมาปญโญ (2547)  http://goo.gl/KbOhUP)    

ประวัติองค์พระปฐมเจดีย์

      พระปฐมเจดีย์ ถือว่าเป็นเจดีย์องค์แรกที่สร้างขึ้นในประเทศไทย ประมาณ พ.ศ. ๓๐๐ สมัยที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งสมณทูตไปประกาศพระพุทธศาสนาในประเทศต่าง ๆ พระโสณะ พระอุตตระ และคณะได้เดินทางมาประกาศพระพุทธศาสนาที่ดินแดนสุวรรณภูมิ องค์เจดีย์ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่องค์เดิม แต่เป็นเจดีย์ที่ก่อขึ้นมาใหม่หุ้มองค์เดิมไว้
     พระปฐมเจดีย์องค์เดิมมีลักษณะเหมือนเจดีย์ที่สาญจิ ประเทศอินเดีย กล่าวคือ องค์เจดีย์เป็นรูปกลม เหมือนโอหรือขันน้ำคว่ำ ข้างบนทำเป็นพุทธอาสน์สี่เหลี่ยมตั้งไว้ มีฉัตรปักเป็นยอด ฐานเจดีย์ทำเป็นสี่เหลี่ยม รอบฐานทำเป็นที่เดินประทักษิณ อีกประการ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชวินิจฉัยว่า พระธมเจดีย์องค์นี้อาจเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นเมื่อคราวที่พระสมณทูตในพระเจ้าอโศกมหาราชเดินทางมาเผยแผ่ศาสนายังสุวรรณภูมิก็เป็นได้ เพราะพระเจดีย์เดิมมีลักษณะทรงโอคว่ำหรือทรงมะนาวผ่าซีกแบบเดียวกับพระสถูปสาญจี แต่ปรากฏว่ามียอดเป็นแบบปรางค์ ซึ่งพระองค์ฯ มีพระราชวินิจฉัยว่า อาจมีเจ้านายพระองค์ใดมาบูรณะไว้ก็เป็นได้ (วิกิพีเดีย. https://goo.gl/zDT5of)


ที่มาภาพ: https://goo.gl/Bwq6Tx
รูปแบบพระปฐมเจดีย์ องค์เดิม
ที่มา: https://goo.gl/nPu22b
          พระปฐมเจดีย์องค์เดิมมีขนาดความสูง ๑๙ วา ๒ ศอก (หรือ ๓๙ เมตร) ถูกทิ้งให้รกร้างไม่มีใครดูแลอยู่ระยะหนึ่ง สมัยที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงผนวชอยู่ เสด็จฯไปนมัสการพระปฐมเจดีย์หลายครั้ง ทรงเห็นว่าเป็นเจดีย์องค์ใหญ่ เมื่อขึ้นครองราชย์ จึงได้โปรดฯให้ก่อเจดีย์แบบลังกาครอบเจดีย์องค์เดิมไว้เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๖ มีขนาดความสูง ๑๒๐ เมตร ๔๕ เซนติเมตร
    ดังนั้น ลักษณะองค์เจดีย์ในปัจจุบัน ทรงพระปรางค์ ปากผาย โครงสร้างเป็นไม้ซุง รัดด้วยโซ่เส้นใหญ่ก่ออิฐถือปูน ประดับด้วยกระเบื้องปูทับ ขนาดความสูงจากพื้น ๑๒๐ เมตร ๔๕ เซนติเมตร มีพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ประดิษฐานโดยรอบ ๘๐ องค์ ประกอบด้วยพระวิหาร ๔ ทิศ กำแพงแก้ว ๒ ชั้น
    

พระปฐมเจดีย์ องค์ปัจจุบัน จ.นครปฐม
ที่มาภาพ: https://goo.gl/HvnxFd

เจดีย์แบบปรางค์
     ระยะเวลากว่าพันปีมาแล้ว ที่ดินแดนไทยรวมทั้งดินแดนใกล้เคียงในภูมิภาคแถบนี้ ได้เข้าสู่วัฒนธรรมศาสนาภายใต้ระบบกษัตริย์ ซึ่งแผ่ขยายจากประเทศอินเดียโบราณ ทำให้แบบแผนด้านงานช่างหรือที่เรียกว่า "ศิลปกรรม" อันเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่ง ในการเผยแผ่คติความเชื่อและการศรัทธาในศาสนา ได้ก้าวผ่านพัฒนาการมาเป็นลำดับ จนมีลักษณะเฉพาะเป็นลำดับยุคสมัยของดินแดนเหล่านั้น ซึ่งการติดต่อไปมาหาสู่กัน ทำให้เกิดการถ่ายรับแรงบันดาลใจด้านรูปแบบ และคติความเชื่อระหว่างดินแดนทั้งใกล้และไกลอีกด้วย จึงมีรูปแบบเจดีย์ทรงอื่นๆ มีการปรับปรุงอยู่ในดินแดนต่างๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนา  (สารานุกรมสำหรับเยาวชน, http://goo.gl/WSK4GR)

    เจดีย์อีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า “ปรางค์” มีแบบอย่างมาจากปราสาท(เรือนหลายชั้น) ปราสาทนี้เดิมทีเดียวสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่ของคนมั่งมี สร้างด้วยไม้ ต่อมามีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแบบการสร้างปราสาท นิยมสร้างอิฐและศิลาเกิดเป็นพระปรางค์ นิยมสร้างกันทั้งในกลุ่มคนที่นับถือพระพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์(ฮินดู) สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปหรือเทวรูป ถ้าเป็นพระปรางค์ในพระพุทธศาสนา ยอดทำเป็นสถูป แต่ถ้าเป็นปรางค์ในศาสนาพราหมณ์ ยอดทำเป็นตรีศูล (๓ สามแฉก) หรือนพศูล(๙ แฉก)  
 พระปรางค์ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
ที่มาภาพ: https://goo.gl/LtKqoo

     พระปรางค์วัดศรีสวาย (สามองค์)
ที่มาภาพ: https://goo.gl/TqsoC7

    พระปรางค์ของไทยโดยทั่วไปมีลักษณะรูปทรงคลี่คลายมาจากอิทธิพลแบบอย่างสถาปัตยกรรมสิขร ของขอมและอินเดียผสมผสานกัน แต่มิได้ลอกเลียนแบบมาโดยตรง พุทธปรางค์ในสมัยสุโขทัยแม้จะมีอยู่เพียงไม่กี่องค์ก็ตาม แต่ก็มีปัญหาถกเถียงกันในหมู่นักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ศิลปะ ส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ปรางค์ต่างๆ เป็นปรางค์ที่ขอมสร้างไว้เมื่อครั้งยังมีอำนาจในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและเลยขึ้นไปถึงลำน้ำยม ต่อมาเมื่อไทยมีอำนาจมากขึ้น ได้ดัดแปลงแต่งเติมเพิ่มขึ้นภายหลัง จึงปรากฏรูปแบบศิลปะของฝีมือช่างไทย คือรูปทรงสูงชลูด พุทธปรางค์เท่าที่ปรากฏอยู่มี พระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พระปรางค์วัดเจ้าจันทน์ ในอำเภอศรีสัชนาลัย พระปรางค์วัดศรีสวาย (สามองค์) พระปรางค์วัดพระพายหลวง (สามองค์) และศาลผาตาแดง(ยอดพังลงหมดแล้ว)ในอำเภอเมืองสุโขทัย  (Ramkhamhaeng University.ศิลปกรรมสัมยสุโขทัย http://goo.gl/6ckzhl

เจดีย์ประธานทรงระฆัง ที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ที่มาภาพ: 
https://goo.gl/u56EYI

     เจดีย์ที่พบในประเทศไทย มีทั้งแบบเจดีย์ประธานยอดดอกบัวตูม ที่วัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย เจดีย์ประธานทรงระฆัง ที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน เจดีย์ทรงระฆังแบบทรงเครื่อง เจดีย์ทรงเครื่องวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง เจดีย์วัดสามพิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เจดีย์ทรงปราสาทแบบหริภุญชัย ที่วัดกู่กุด จังหวัดลำพูน
ที่มาภาพ: 
https://goo.gl/PMZB1z

      เจดีย์ทรงปราสาทแบบหริภุญชัย ที่วัดกู่กุด จังหวัดลำพูน เจดีย์ทรงปราสาทแบบสุโขทัย ที่วัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย เจดีย์ทรงปราสาทยอดระฆังแบบสุโขทัย ที่วัดเจดีย์เจ็ดแถว ศรีสัชนาลัย เจดีย์ทรงปราสาทแบบขอม ที่ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เจดีย์ทรงปราสาทแบบขอม ปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี

พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม
ที่มาภาพ: 
https://goo.gl/xY2OXp

        เจดีย์ทรงปรางค์ ปรางค์ประธาน ที่วัดมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม เจดีย์ทรงปรางค์นี้สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรม ๒ สาย พราหมณ์(ฮินดู)กับพระพุทธศาสนา ยอดปรางค์เป็น ๓ แฉก(ตรีศูล) แสดงถึงอาวุธประจำตัวของพระศิวะ(พระอินทร์) หรือแสดงถึงเทพใหญ่ ๓ องค์ของฮินดู คือ พระพรหม พระวิษณุ และพระศิว(ตรีมูรติ) ยอดปรางค์เป็น ๙ แฉก เช่นปรางค์วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ มีกิ่งรูปดาบแตกสาขาออกไป ๔ ทิศ แสดงถึงโลกุตตรธรรม ๙(พระมหาสมจินต์ สมฺมาปญฺโญ (2547)  http://goo.gl/KbOhUP)



มหาธรรมกายเจดีย์เป็นเจดีย์รูปทรงดั้งเดิม ร่วมสมัยพุทธศาสนาเข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ
ที่มาภาพ: 
https://goo.gl/D81EG0

    ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า รูปแบบเจดีย์สมัยต่างๆ ที่กล่าวมาโดยย่อนี้ สะท้อนภาพรวมที่เป็นเครือข่ายศิลปวัฒนธรรมในอดีตของดินแดนไทย มีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ตามความนิยมของแต่ละท้องถิ่นมีการผสมผสาน จนในที่สุดกลายมาเป็นเจดีย์ในศิลปะรัตนโกสินทร์ที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน  
    เราจะเห็นว่าในพระพุทธศาสนา ปรากฎรูปแบบของพุทธเจดีย์หลายหลาก แต่ทุกรูปแบบนั้นเหตุที่สร้างขึ้นมีเหมือนกันในทุกๆ ภูมิภาค (เกษมสุข ภมรสถิตย์, 2558: 42) คือ
   1. สร้างเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา
   2. สร้างเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์
   3. สร้างเพื่อสักการะเคารพบูชา
     

                                                                         เรียบเรียงโดย: มะลิ สไมล์ ,นักวิชาการอิสระ


อ้างอิงข้อมูล: 
1.สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ.ตำนานพระพุทธเจดีย์.2469.
2.ศาสตราจารย์ ดร. สันติ เล็กสุขุม.เจดีย์ ความเป็นมาและคำศัพท์เรียกองค์ประกอบเจดีย์ในประเทศไทย.พิมพ์ครั้ง ที่ 5,2552.
3.พระมหาสมจินต์ สมฺมาปญฺโญ "เจดีย์ในพระพุทธศาสนา" (2547)  http://goo.gl/KbOhUP.
                             
                                                        

ประวัติการสร้างเจดีย์ในพระพุทธศาสนา ตอนที่ 3 เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ๘ แห่ง

ประวัติการสร้างเจดีย์ในพระพุทธศาสนา ตอนที่ 3
เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ๘ แห่ง

พระสถูปเจดีย์ของพระโคดมพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย

        กษัตริย์ในแคว้นต่าง ๆ ได้ทราบข่าวการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ต่างส่งทูตไปที่กรุงกุสินาราแคว้นมัลละ เพื่อขอส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า เมื่อถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระเสร็จแล้ว ทูตจากเมืองต่าง ๆ ยินยอมพร้อมใจกันให้โทณพราหมณ์ได้ทำหน้าที่ประสานสัมพันธ์ แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ โทณพราหมณ์กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอจงฟังคำข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย
ตรัสสรรเสริญขันความ(ความอดทน) การที่เราจะแตกสามัคคีกันเพราะส่วนแบ่ง
แห่งพระบรมสารีริกธาตุนี้ไม่ดีเลย ขอให้เราทั้งหลายยินยอมพร้อมกันแบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกเป็น ๘ ส่วน ขอพระสถูปจงแพร่หลายในทิศทั้งหลาย 
คนที่เลื่อมใสพระพุทธเจ้ามีอยู่เป็นจำนวนมาก

        ต่อจากนั้นก็ได้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุกัน ทูตจากเมืองต่าง ๆ ได้พระบรมสารีริกธาตุคนละ ๒ ทะนาน นำไปยังเมืองของตน ทำการเฉลิมฉลองบูชาสักการะ เปิดโอกาสให้พุทธศาสานิกชนได้กราบไหว้บูชากัน ต่อจากนั้นได้สร้างสถูป (เจดีย์) เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้เป็นที่บูชาสักการะในกาลสืบไป ดังนี้

(๑) พระเจ้าอชาตศัตรูแห่งแคว้นมคธ ได้กระทำสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในกรุงราชคฤห์

สถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในกรุงราชคฤห์
(๒) กษัตริย์ลิจฉวีแห่งแคว้นวัชชี ได้กระทำสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในกรุงเวสาลี

สถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในกรุงเวสาลี
(๓) กษัตริย์ศากยะแห่งแคว้นสักกะ ได้กระทำสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในกรุงกบิลพัสดุ์

สถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในกรุงกบิลพัสดุ์
(๔) กษัตริย์ถูลีแห่งอัลลกัปปะ ได้กระทำสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในเมืองอัลลกัปปะ

สถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในเมืองอัลลกัปปะ
(๕) กษัตริย์โกลิยะแห่งรามคาม ได้กระทำสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในเมืองรามคาม

สถูป ในเมืองรามคาม
(๖) เจ้าผู้ครองนครแห่งเวฏฐทีปกะ ได้กระทำสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในเมืองเวฏฐทีปกะ

(๗) กษัตริย์มัลละแห่งแคว้นมัลละฝ่ายเหนือ ได้กระทำสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้
ในเมืองกุสินารา
        สถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในเมืองกุสินารา
(๘) กษัตริย์มัลละแห่งแคว้นมัลละฝ่ายใต้ ได้กระทำสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในเมืองปาวา

จุนทะสถูป สถูปโบราณที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึง
สถานที่เสวยพระกระยาหารมื้อสุดท้ายของพระพุทธเจ้า
         ส่วนโทณพราหมณ์ได้กระทำสถูปบรรจุทะนานที่ใช้ตวงพระบรมสารีริกธาตุแบ่งกันนั้นแหละไว้เป็นที่บูชาสักการะ กษัตริย์แห่งโมริยะ ได้กระทำสถูปบรรจุพระอังคาร(เถ้า)ไว้ในเมืองปิปผลิวัน

สถานที่สันนิษฐานว่าเป็นที่โทณพราหมณ์แจกพระบรมสารีริกธาตุ
แก่เจ้าผู้ครองนครทั้ง 8 ในกุสินารานคร
         เรื่องนี้แสดงให้เห็นความสำคัญของสถูป(เจดีย์) กำเนิดความเป็นมาของสถูปในอินเดีย กล่าวเฉพาะเรื่องพระเจ้าอชาตศัตรูแห่งแคว้นมคธ จัดพิธีฉลองยิ่งใหญ่ตลอดระยะทางตั้งแต่กรุงกุสินาราถึงราชคฤห์เลยทีเดียว นับเป็นระยะทาง ๒๕ โยชน์ พระองค์ได้ทรงสร้างสถูปพระบรมสารีริกธาตุไว้อย่างดี เรื่องนี้น่าศึกษามิใช่น้อย ตำนานบอกว่า พระมหากัสสปเถระได้ถวายคำแนะนำแก่พระเจ้าอชาตศัตรูให้ดำเนินการรวบรวมพระบรมสารีริกธาตุอีก ๗ ส่วนที่ได้แจกจ่ายไปตามเมืองต่าง ๆ นั้นมารวมบรรจุไว้ในกรุงราชคฤห์ เพื่อป้องกันอันตรายอันอาจจะเกิดขึ้น โดยพระมหากัสสปเถระรับภาระที่จะรวบรวมเอง
        จากนั้น พระเถระก็ได้ดำเนินการรวบรวมพระบรมสารีริกธาตุจากราชตระกูลทั้ง ๗ มาประดิษฐานไว้ในทิศตะวันออก และทิศใต้ของกรุงราชคฤห์ โดยพระเถระเล็งเห็นว่า ในอนาคต คนทั้งหลายจักเก็บพระบรมธาตุเหล่านี้ไว้ในมหาเจดีย์ในมหาวิหารลังกา ๒ พระราชารับสั่งให้สร้างสถูปไว้ ๘ องค์ ใส่พระบรมสารีริกธาตุไว้ผอบจันทน์เหลือง ๘ ใบ พระมหากัสสปเถระอธิษฐานว่า “พวงมาลัยอย่าเหี่ยว กลิ่นหอมอย่าหายไป ประทีปอย่าไหม้” แล้วให้จารึกไว้ที่แผ่นทองว่า “แม้ในอนาคต ครั้งพระกุมารพระนามว่าอโศกจักเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระเจ้าอโศกมหาราช ท้าวเธอจักทรงกระทำพระบรมสารีริกธาตุเหล่านี้ให้แพร่หลายไป ดังนี้”

ประเภทของเจดีย์


      สถูปเจดีย์นั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประเภทหนึ่งในหลายประเภท ที่คนอินเดียโบราณนิยมสร้าง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ในเชื้อชาติเดียวกันกับพระพุทธเจ้า (ศากยะ) ซึ่งพบว่า เมื่อญาติเสียชีวิตจะนิยมเผาศพและเก็บกระดูกไว้บูชา โดยสร้างสถานที่เก็บเอาไว้ (หากมีขนาดใหญ่โตก็เรียกว่าสถูป) เพื่อให้ผู้คนได้สักการบูชาระลึกถึงผู้ตาย ซึ่งเป็นรูปแบบของสิ่งก่อสร้างที่สัมพันธ์กับการฝังศพ โดยเฉพาะการฝังอัฐิธาตุซึ่งได้มีการใช้มาแล้วก่อนสมัยพุทธกาล
    สถูปกับเจดีย์มีความหมายไม่เหมือนกันในที่นี้ กล่าวคือ สถูปจะมีความหมายที่ใช้เฉพาะสิ่งก่อสร้างในทางสถาปัตยกรรม
    ส่วนเจดีย์จะกินความหมายกว้างกว่า มีนัยกว้างขวางครอบคลุมสิ่งที่ควรเคารพ นับถือ บูชาหลายอย่างดังที่กล่าวแล้ว  คือหมายถึงสิ่งก่อสร้างในทางสถาปัตยกรรม และมีความหมายรวมถึงวัตถุสิ่งของต่างๆ ที่ควรแก่การสักการบูชา เช่น พระพุทธรูป วิหาร พระไตรปิฎก ฯลฯ
   โดยสรุปมี ๔ ประเภท

๑. ธาตุเจดีย์ สิ่งก่อสร้างที่บรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า พระเจ้าจักรพรรดิ
๒. บริโภคเจดีย์ สังเวชนียสถาน อันเป็นสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า เช่น สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน หรือที่เรียกว่าสังเวชนียสถาน ๔ ตำบล
๓. ธรรมเจดีย์ ข้อความที่ว่าด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นคำ ประโยคทั้งที่เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง คัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา
๔. อุทเทสิกเจดีย์ สิ่งของที่สร้างขึ้นอุทิศพระพุทธเจ้า เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้า ไม่กำหนดว่าจะเป็นอะไร เช่น พระแทนวัชรอาสน์ที่เจดีย์ศรีมหาโพธิพุทธคยา พระพุทธรูป

      โดยนัยนี้จะเห็นว่า “เจดีย์” มีความหมายกว้างครอบคลุมสิ่งที่ควรบูชาสักการะทุกอย่าง ไม่ได้หมายถึงสถูปอย่างเดียว เจดีย์ที่มีความหมายเดียวกันกับ “สถูป” คือ ธาตุเจดีย์ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระบรมธาตุ หรืออัฏฐิธาตุ
     

 อ้างอิงข้อมูลจาก : พระมหาสมจินต์ สมมาปญโญ (2547) http://goo.gl/KbOhUP; https://goo.gl/NNfVw3;
นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 166 ตุลาคม 2557
http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9570000113440

ประวัติการสร้างเจดีย์ในพระพุทธศาสนา ตอนที่ 1

ประวัติการสร้างเจดีย์ในพระพุทธศาสนา ตอนที่ 1



การสร้างเจดีย์เป็นพุทธประสงค์

         คำว่า “พุทธประสงค์” หมายถึง พุทธประสงค์ที่จะรักษาประเพณีของชาวพุทธ คราวเมื่อใกล้จะปรินิพพาน ขณะพระพุทธเจ้าประทับบรรทมระหว่างสาละทั้งคู่ ณ สาลวโนทยาน กรุงกุสินารา พระอานนท์กราบทูลถามถึงวิธีปฏิบัติในพระพุทธสรีระหลังจากปรินิพพาน พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า

กษัตริย์ผู้เป็นบัณฑิต พราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต คฤหบดีผู้เป็นบัณฑิต เลื่อมใส ในพระตถาคตจะพึงปฏิบัติในพระสรีระของตถาคต เหมือนที่เขาปฏิบัติในพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิ

         เมื่อพระอานนท์กราบทูลถามว่า เขาปฏิบัติในพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิอย่างไร ?” พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า “เขาห่อพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้าใหม่ ครั้นห่อแล้วซับด้วยสำลี ครั้นซับด้วยสำลีแล้ว ห่อด้วยผ้าไหม โดยอุบาย เขาห่อพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิด้วยผ้า ๕๐๐ คู่ แล้วเชิญลงในรางเหล็กที่มีน้ำมันบรรจุเต็มอยู่ แล้วครอบด้วยรางเหล็กอีกใบหนึ่ง วางบนเชิงตะกอน
(จิตกาธาน) ที่ทำด้วยดอกไม้นานาชนิด ถวายพระเพลิงพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิ สร้างพระสถูปของพระเจ้าจักรพรรดิไว้ในทางใหญ่ ๔ แพร่ง ดูก่อนอานนท์ เขาปฏิบัติในพระสรีระของพระเจ้าจักรพรรดิอย่างนี้ พึงปฏิบัติในพระพุทธสรีระเหมือนอย่างพระเจ้าจักรพรรดิ พึงสร้างพระสถูปของพระตถาคตไว้ในทางใหญ่ ๔ แพร่ง เหล่าชนผู้พวงมาลัยดอกไม้ของหอม หรือกราบไหว้ หรือทำจิตให้เลื่อมใสในพระสถูปนั้น ข้อนั้นก็จักได้รับประโยชน์ ได้รับความสุขตลอดกาลนาน”

        นอกจากนี้ พระพุทธเจ้ายังได้ตรัสถึงบุคคล ๔ ประเภท ซึ่งเป็นผู้ควรแก่การสร้างสถูปไว้บูชา คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสาวกของพระพุทธเจ้า และพระเจ้าจักรพรรดิ


        ข้อมูลเหล่านี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า สถูปหรือเจดีย์ในพระพุทธศาสนา เป็นพุทธประสงค์โดยตรง และพอกล่าวได้ว่า ประเพณีนิยมในการสร้างพระสถูปเจดีย์นั้น มีเฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น และนิยมสร้างกันมาตั้งแต่สมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ แม้แต่คราวที่พระสารีบุตรผู้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวานิพพาน หลังจากทำฌาปนกิจสรีระแล้ว พระพุทธเจ้าก็ยังสั่งให้พระจุนทะและคณะสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุสารีริกธาตุไว้ที่ประตูพระเชตวัน เมืองสาวัตถี และส่วนหนึ่งให้สร้างสถูปเจดีย์บรรจุไว้ที่นาลันทาบ้านเกิด 
        ความจริง ประเพณีนิยมในการสร้างสถูปหรือเจดีย์นี้มีมาก่อนพุทธกาล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพกล่าวไว้ในเรื่อง “ตำนานพุทธเจดีย์” ตอนหนึ่ง “พระสถูปนั้น เดิมสร้างสำหรับบรรจุพระบรมธาตุ ตามแบบแผนอันมีประเพณีในมัชฌิมประเทศตั้งแต่ก่อนพุทธกาล” เข้าใจว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประเภทหนึ่งในหลายประเภทที่คนอินเดียโบราณนิยมสร้าง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ในเชื้อชาติเดียวกันกับพระพุทธเจ้า สันนิษฐานว่า คนกลุ่มศากยะอาจเป็นกลุ่มเดียวกันกับพวกอารยันที่อพยพลงจากตอนเหนือของอินเดีย แต่ต่อมาไม่เห็นด้วยกับระบบสังคมวัฒนธรรมที่อารยันส่วนใหญ่ถือปฏิบัติ โดยเฉพาะการแบ่งชนชั้นทางสังคมออกเป็นวรรณะ กลุ่มนี้จึงแยกตัวออกมาเรียกชื่อว่า “ศากยะ” และสร้างวัฒนธรรมประเพณีแบบใหม่ขึ้นมาถือปฏิบัติในกลุ่มของตนเอง เมื่อญาติเสียชีวิตก็นิยมเผาศพและเก็บกระดูกไว้บูชา โดยสร้างที่เก็บ ซึ่งถ้ามีขนาดใหญ่โตก็เรียกว่า สถูป






    อ้างอิงข้อมูล :
1.พระมหาสมจินต์ สมมาปญโญ (2547) http://goo.gl/KbOhUP
2. https://goo.gl/JwtYad